May 12, 2023

เทียบให้ชัดก่อนตัดสินใจทำ Ultherapy vs Therma FLX+

2 โปรแกรมยกกระชับ ปรับรูปหน้าสุดฮิต เพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผล ได้มาตรฐาน ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน ไม่ต้องทำบ่อย อย่างโปรแกรม Ultherapy และ Therma FLX+ แตกต่างกันยังไง ตัวไหนดีกว่า วันนี้แอดมินมาเทียบให้ดูกันชัด ๆ ครับ

สารบัญเนื้อหา

ชนิดของเทคโนโลยี Ultherapy และ Therma FLX+

โปรแกรม Ultherapy (อัลเทอราปี) เป็นเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค้นมาตั้งแต่ ค.ศ.2004 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จะใช้พลังงานคลื่นเสียง หรือ คลื่นอัลตร้าซาวด์ (Micro Focused Ultrasound with Visualization) ผ่านหัวทิปแต่ละระดับ เจาะจงไปที่ความลึกแต่ละชั้นใต้ผิว ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและเกิดความร้อนในเนื้อเยื่อ เพื่อไปกระตุ้นเซลล์หลักที่ผลิตคอลลาเจน และอิลาสติน (Fibroblast) ส่งผลให้ผิวที่หย่อนคล้อยและเซลล์ที่เริ่มเสื่อมค่อย ๆ คืนสภาพเต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ขึ้น หน้าจออัลตราซาวด์จะแสดงภาพชั้นผิวหนังเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ

ส่วนโปรแกรม Therma FLX+ (เทอร์ม่า) เป็นเทคโนโลยีจากประเทศอเมริกาเช่นเดียวกัน เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ใช้หลักการส่งพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) เข้าไปยังชั้นผิวหนัง โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่ที่เรียกว่า ‘Capacitive Monopolar Radiofrequency’ ส่งพลังงานความสั่นสะเทือนลงสู่ผิวลึกถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis)

โดยสามารถแก้ปัญหาที่เส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น ส่งผลให้โครงสร้างผิวหนังกระชับตัว ฟื้นฟูผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทั้งยังช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ผิวบริเวณที่เคยหย่อนคล้อยก็ตึงกระชับจนสังเกตได้ และสามารถรักษาได้ทุกสภาพผิว ซึ่งยิ่งดูแลผิวเร็วก็ยิ่งยืดอายุความอ่อนเยาว์ให้อยู่คู่กับผิวได้นานขึ้นและเป็นธรรมชาติ

ระดับความลึกของพลังงาน ความเจ็บ Ultherapy และ Therma FLX+

พลังงานของ Ultherapy จะลงเข้าสู่ผิวในลักษณะเป็นเส้นตรงจุด ๆ ลงไปใต้ชั้นผิวลึกถึง 4.5 mm. ซึ่งเรียกว่าชั้นสแมซ ที่หมอศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าเปิดแผลลงไปทำการรักษา ระหว่างทำจะรู้สึกจี๊ด ๆ แปล๊บ ๆ เป็นจุด ๆ

ส่วนพลังงานของ Therma FLX+ จะลงลักษณะเป็นก้อน เป็นแท่ง ระหว่างทำจะรู้สึกร้อน ๆ ผ่าว ๆ 

หากจะถามว่าโปรแกรมไหนเจ็บกว่า ก็ค่อนข้างตอบยาก เพราะความทนเจ็บของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ เดอะ พรีม่า คลินิก จะมีการแปะยาชาให้ก่อนทำ และคุณหมอมีเทคนิคช่วยลดเจ็บระหว่างทำ จึงเป็นการเจ็บที่ทนได้ครับ

Ultherapy และ Therma FLX+ เหมาะกับใคร ?

Ultherapy  เหมาะสำหรับ

ผู้ที่ต้องการยกผิว ผู้ที่กรอบหน้าไม่ชัด แก้มห้อยย้อย ผิวใต้คางหย่อนคล้อย และมีริ้วรอยรอบดวงตา ผู้ที่มีผิวหน้าโดยรวมหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรมดึงหน้า

Therma FLX+หมาะสำหรับ

ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กๆ ผิวหลวม ไม่กระชับ ไม่เด้ง ต้องการกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน ต้องการปรับคุณภาพผิวให้ดีขึ้น (Improve Skin Quality) หรือต้องการลดไขมันบางส่วน

  • บริเวณใบหน้า: หน้าผาก ริ้วรอยรอบมุมปาก ร่องแก้ม กรอบหน้า ฯลฯ
  • ลำคอ เหนียงใต้คาง
  • รอบดวงตา: หนังตาที่ห้อยย้อย เปลือกตามีรอยย่น ฯลฯ
  • ร่างกาย: หน้าท้องที่หย่อนยาน ต้นขา ฯลฯ

Ultherapy และ Therma FLX+ ผลลัพธ์นานแค่ไหน ?

Ultherapy  

ระยะเวลาของผลลัพธ์ ผลลัพธ์จะเห็นผลทันทีหลังทำ 20-30%  และจะค่อยๆเห็นชัดเจนมากขึ้นและเห็นผลที่ 100% ที่ประมาณช่วง 3-6 เดือน ผลลัพธ์จะคงอยู่ต่อเนื่องได้ประมาณ 1-2 ปี ต่อการทำ 1 ครั้ง

Therma FLX+ 

ระยะเวลาของผลลัพธ์ ผลลัพธ์จะเห็นผลทันทีหลังทำ 10-20% จะค่อยๆเห็นชัดเจนมากขึ้นและเห็นผลที่ 100% ที่ประมาณช่วง 3-6 เดือน ผลลัพธ์จะคงอยู่ต่อเนื่องได้ประมาณ 1-2 ปี ต่อการทำ 1 ครั้ง

บทสรุปความแตกต่าง Ultherapy และ Therma FLX+

โดยสรุป ไม่มีเครื่องไหนดีกว่า หรือ ด้อยกว่า แต่สำคัญ คือ เหมาะกับผิวหรือปัญหาแบบไหนมากกว่ากันต่างหากครับ

ผิวหย่อน ต้องการยกขึ้น อยากหน้าเรียว กรอบหน้าชัด เลือก “Ultherapy”

ผิวมีริ้วรอย ผิวหลวม ต้องการกระชับให้แน่น หรือ มีไขมันส่วนเกิน เลือก “Therma FLX+”

ซึ่งบางคนอาจมีปัญหาทุกรูปแบบ ก็อาจต้องทำทั้ง 2 โปรแกรม (แต่ละทำโปรแกรมไหนก่อนหลังก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์)

นอกจากนี้แล้ว ทั้ง 2 โปรแกรม ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้เช่นกัน เป็นการปรับคุณภาพผิวให้ดีขึ้นในระยะยาว ผลพลอยได้จึงจะรู้สึกได้ว่าผิวกระจ่างใสขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำดูจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น 

Side-by-side infographic comparing ThermaFLX+ and Ultherapy Prime treatments for facial rejuvenation, highlighting suitability and results in Thai context.

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกโปรแกรมไหน อย่าลืมเลือกแพทย์ด้วยนะครับ เพราะได้เครื่องมือดีแล้ว หากได้แพทย์ที่มีประสบการณ์ใช้เครื่องมาอย่างยาวนาน ใส่ใจ และให้เวลาในการรักษาอย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถประเมินได้อย่างแม่นยำว่า ผิวหน้าเราเหมาะกับโปรแกรมไหน ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ไม่เสียเงิน เสียเวลาเปล่าครับ

ซึ่งมั่นใจได้ว่าที่ เดอะ พรีม่า คลินิก นอกจากเราจะมีเครื่องมือพร้อมให้บริการทั้ง 2 เครื่อง โดยเป็นเครื่องสั่งตรงจากบริษัทที่ถือลิขสิทธิ์ในไทย เครื่องและหมออยู่ประจำทุกวัน

คุณหมอช้อป ยังมีประสบการณ์ใช้เครื่องมือปรับรูปหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และให้เวลาในการรักษาแต่ละเคสเต็มที่ รับเคสจำกัดเพียงวันละ 1-2 เคสเท่านั้น

สามารถนัดคิวเข้ามาปรึกษาคุณหมอก่อนตัดสินใจได้ โดยไม่มีค่าปรึกษาครับ หมอเข้าทุกวัน ทำเองทุกเคส

เดอะ พรีม่า คลินิก เราเน้นการรักษาที่ต้นเหตุ ให้คำปรึกษาตามหลักการแพทย์ ไม่กดดันหรือยัดเยียดขายคอร์ส

Share on facebook
Share on Facebook
Share on twitter
Twitter

Leave a comment