Ultherapy อัลเทอร่า เดอะ พรีม่า คลินิก ศรีราชา

ULTHERA (อัลเทอร่า) หรือ ULTHERAPY คืออะไร ?

Ulthera (อัลเทอร่า) คือ เทคนิคการยกกระชับผิว โดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์หรือคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง และมีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) และแม่นยำ ส่งผ่านพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากลงลึกไปถึงกล้ามเนื้อส่วนบนใต้ผิวหนัง (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า

"ยกกระชับหน้าหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้า สวยสมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ทำให้เกิดบาดแผล ไม่เกิดรอยเขียวช้ำ และไม่ต้องทำบ่อยเพียงปีละ 1 ครั้งก็เพียงพอ คำตอบคือ ULTHERA (อัลเทอร่า)"

ทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่มองหาวิธีการที่ดีที่สุดในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น  ปรับรูปหน้าเรียว เพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า ยกแนวคิ้ว ยกหางตา ปรับผิวเรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย ด้วยการรักษาเพียง 1 ครั้ง สามารถให้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พึงพอใจได้นานถึง 1-2 ปี โดยไม่มีแผล และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น

บทความโดย  นพ. วรุตม์ คุณาฤทธิพล (หมอช้อป)

  • ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) สำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • Dermatology Clinical Observership,Jutendo University Hospital , Tokyo
  • Fellowship วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ประวัติความเป็นมาของ ULTHERA (อัลเทอร่า)

Ulthera (อัลเทอร่า) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการ ”ยกกระชับใบหน้าและลำคอ (Face Lifting)” โดยไม่ต้องผ่าตัด 

ซึ่งเทคโนโลยีนี้เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 และเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกามามากกว่า 10 ปีจวบจนปัจจุบันนั้น พบว่า Ulthera (อัลเทอร่า) มีการใช้บริการเพื่อยกกระชับใบหน้า และช่วยให้ผิวกระชับลดเรือนริ้วรอยดูอ่อนเยาว์กว่าวัย มากกว่า 1,500,000 ครั้ง ใน 60 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกันครับ

สาเหตุของผิวหย่อนคล้อย และ ULTHERA (อัลเทอร่า) ช่วยได้อย่างไร ?

เมื่อเราเริ่มมีอายุขึ้น (โดยเฉลี่ยอายุคน 20 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะเริ่มมีความเสื่อม ผิวเริ่มเกิดริ้วรอย ไขมันมีการยุบตัวตามวัย เส้นเอ็นที่คอยพยุงโครงสร้างของใบหน้าและลำคอให้เต่งตึงจะเริ่มหย่อน กระดูกที่ใบหน้ามีการยุบตัว 
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออายุที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยจะมีความเสื่อม ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความเสื่อมตามอายุ แรงโน้มถ่วงของโลก มลภาวะต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นต้น และส่งผลให้ใบหน้าและคอหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยที่ผิวตามวัย (เช่น ริ้วเล็กๆทั่วใบหน้า ใต้ตา เป็นต้น) คิ้วและหนังตาตก เกิดร่องแก้ม กรอบหน้าไม่ชัด เกิดร่องที่มุมปาก ตามมานั่นเอง

“ชั้น SMAS (สแมส)” ศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อย คืออะไร ?

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ใบหน้าเกิดการหย่อนคล้อยเกิดจากผิวชั้นลึกสุดที่เรียกว่าชั้น SMAS (สแมส) หรือ ชั้น  Superficial Musculo-Aponeurotic System ซึ่งคือผิวหนังชั้นที่หุ้มห่อกล้ามเนื้อและยึดไขมันให้ติดบนเนื้อหากผิวหนังชั้นนี้หย่อนคล้อยก็จะทำให้ผิวที่ตื้นกว่าชั้นเหล่านี้หย่อนคล้อย  
โดยการหย่อนคล้อยของชั้น SMAS นั้นเกิดจากแรงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นแรงที่ล้างหน้าขึ้น หรือลง หรือวน หรือแม้แต่การอ้าปากพูด เคี้ยวอาหาร อ้าปากเพื่อหาวก็ตาม   จะทำให้ชั้น SMAS เกิดการหย่อนยานได้เสมอ เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวสั่งงานทำให้ผิวทั้งชั้นเคลื่อนตัวตามดังนั้นตราบใดที่เราใช้แรงกับผิวไม่ว่าแรงที่กระทำจากภายนอก หรือแรงที่กระทำจากกล้ามเนื้อ ล้วนมีผลทำให้ SMAS เสียหาย โดยULTHERA (อัลเทอร่า)นี้นับว่าเป็นนวัตกรรมที่สามารถทำให้ชั้น SMAS ฟื้นฟูตัวเองได้

ULTHERA (อัลเทอร่า) มีหลักการทำงานอย่างไร ?

การทำงานของ Ulthera (อัลเทอร่า)ใช้หลักการสวยด้วยเสียง คือ การปล่อยคลื่นเสียง(หรือคลื่นอัลตร้าซาวด์) ที่มีพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนังซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อนจุดเล็กๆลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวหนังโดยลงลึกถึงชั้น SMAS (สแมช) ซึ่งเป็นรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนซึ่งแพทย์ใช้ในการยกกระชับใบหน้า ทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่เคยหย่อนคล้อยหดตัว และกระชับเข้าหากันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ผิวจึงตึง กระชับ สดใส ดูอ่อนกว่าวัยในแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัด
การส่งผ่านความร้อนนี้ ทำให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มิลลิเมตร คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้น SMAS เป็นจุดเล็กๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่าๆกันประมาณ 1 – 1.5 มิลลิเมตร ลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะยกกระชับและได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน
การส่งคลื่นความถี่สูงดังกล่าว ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) จนเกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ  โดยจะมีอุณหภูมิ ประมาณ 65 – 75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)  ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน  โดยผสานการทำงานกันด้วย 2 กระบวนการที่เรียกว่า “Rebuild & Repair” กล่าวคือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และซ่อมแซมคอลลาเจนเดิม 
นับเป็นกระบวนการฟื้นฟูผิวตามวงจรธรรมชาติจากภายใน เสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ในแนวตั้งและแนวนอนที่ยึดกับผิวชั้นบนให้ดีขึ้น ทว่าคงดุลยภาพของผิวหนังไว้ ทำให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง และช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับสู่สภาพเดิมทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น  ผลที่ได้คือ ผิวค่อยๆถูกรั้งตึงขึ้น ยกกระชับ และเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากภายในสู่ภายนอก

"อัลเทอร่าใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนัง ลึกถึงชั้นศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า โดยไม่เกิดบาดแผล"

ULTHERA (อัลเทอร่า) ส่งพลังงานลงได้ลึกกี่ระดับ แต่ละระดับช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

นวัตกรรม ULTHERA (อัลเทอร่า)  มีหัวTransducer ส่งพลังงานลงลึกได้ถึง 3 ระดับ  ในการปล่อยคลื่นได้แก่หัว Transducer แบบตื้นและหัวแบบลึก ดังนั้นแพทย์สามารถเลือกใช้หัว Transducer ในแต่ละส่วนของร่างกายที่เหมาะกับแต่ละบริเวณ ด้วยความหนาของชั้นผิวแต่ละส่วนไม่เท่ากัน และการส่งพลังงานลงไปในแต่ละชั้นความลึก ก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ดังนี้
ระดับ 1.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นตื้น  (Superficial Dermis) 
ช่วยเรื่อง >>> กระชับรูขุมขน ริ้วรอยเล็กๆ ยกหางคิ้วที่ตก ช่วยเรื่องของผิวภายนอกกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวโดยไม่ทำอันตรายผิวด้านบน ปรับให้ผิวหน้าเนียนสวยผิวใส
ระดับ 3.0 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) 
ช่วยเรื่อง >>> คืนความยืดหยุ่นของคอลลาเจน และเส้นใยอีลาสติน  ฟื้นฟูให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวแน่นกระชับ ช่วยเรื่องของผิวภายนอกกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวโดยไม่ทำอันตรายผิวด้านบน ปรับให้ผิวหน้าเนียนสวยผิวใส
ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS (ชั้นผังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า )
ช่วยเรื่อง >>> การปรับรูปหน้า ช่วยลดชั้นไขมันบนใบหน้าหรือลดชั้นความหนาบนใบหน้าหรือจะช่วยให้การหดชั้น สแมส (SMAS) ช่วยในการยกกระชับ ขอบหน้าชัดเจน แก้ไขปัญหาหนังตาตก และคิ้วตก
การส่งพลังงานลงไปที่ชั้นนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของตาข่ายพังผืดในชั้น SMAS ส่งผลให้โครงสร้างผิวปรับทิศทางไปในแนวที่ต้องการ ผิวหน้าจะยกกระชับขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกการส่งพลังงานไปในแต่ละระดับความลึก ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน จึงออกแบบมาเพื่อปรับความลึกได้หลายระดับ เพื่อผลลัพธ์จากการทำจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

เปรียบเทียบการรักษาชนิดต่าง ๆ เพื่อการยกกระชับใบหน้า

การใช้มีดผ่าตัดดึงยกใบหน้า (Surgical Facelift)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  ลงได้ลึกถึงชั้นสแมส (SMAS) ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 4.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน
ข้อดี : ยกใบหน้าได้ทันที
ข้อเสีย : อาจมีปัญหาเกิดแผลเป็นที่ผิวหนังถาวร หรือ คลำได้ก้อนพังผืดใต้ชั้นผิว

การใช้เลเซอร์ (Laser)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>> ประมาณ 1.0-1.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน (แล้วแต่ชนิดของเลเซอร์)
ข้อดี : ช่วยได้เพียงผิวดูใสขึ้น
ข้อเสีย : ส่วนมากลงได้แค่ระดับผิวชั้นตื้น ซึ่งไม่ถึงชั้นที่ทำให้ใบหน้ายกกระชับ (ชั้นSMAS) อาจช่วยได้เพียงผิวดูใสขึ้น

การใช้คลื่นพลังงานวิทยุ (Monopolar Radiofrequency)  เช่น Thermage (เทอมาจ)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  ประมาณ 2-3 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน
ข้อดี : ช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆที่ผิวตื้นขึ้นที ใบหน้าแน่นกระชับขึ้นทันที ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 2-3 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน (อยู่ประมาณผิวหนังแท้ที่เป็นที่อยู่ของคอลลาเจน สามารถกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวได้ดี)
ข้อเสีย : ได้แก่
  • ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ(Skin Tightening) ริ้วรอยหาย มากกว่าการยกกระชับใบหน้า (Skin Lifting) 
  • ไม่สามารถทำให้ใบหน้าหรือคอที่หย่อนมากๆยกขึ้นได้เท่าที่ควร เนื่องจากไม่ถึงชั้นสแมส (SMAS) ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 4.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน

การใช้คลื่นเสียง (Ultrasound wave) เช่น ULTHERA (อัลเทอร่า) 

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  มี 3 ระดับ แล้วแต่การปรับระดับของแพทย์ผู้ทำการรักษา ได้แก่
  • ระดับ 1.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นตื้น  (Superficial Dermis) 
  • ระดับ 3.0 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) 
  • ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS (ชั้นผังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า )
ข้อดี :
  • ลงได้ถึงชั้น SMAS ยกกระชับใบหน้าและลำคอเห็นผลได้ทันทีหลังทำ (ประมาณ 30 %) 
  • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ใช้มีด และเข็ม จึงอ่อนโยนและปลอดภัยกว่า
  • ไม่มีแผลเป็น ดูแลง่าย สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
  • ไม่บวมช้ำหลังทำ สามารถแต่งหน้าได้ทันที พร้อมทำทุกกิจกรรม
  • มีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพด้วยผลการศึกษาทางคลินิกที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลกกว่า 40 ฉบับ   
  • ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลกในการยกกระชับใบหน้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกัน
  • พลังงานเสถียรแน่นอน ไม่เกิดการแกว่งขึ้นลงของพลังงานซึ่งอาจเสี่ยงผิวหน้าไหม้ได้ครับ

"ทำเสร็จสามารถแต่งหน้า ทำงาน หรือเที่ยวได้ตามปกติ"

  • ทำ 1 ครั้ง อยู่ได้นาน 1-1 ปีครึ่ง ไม่ต้องทำบ่อยๆ
  • ยกกระชับใบหน้าและลำคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีหัว DeepSEE” พูดง่ายๆ คือ “การเห็นภาพในชั้นลึกของผิว” นั่นเองครับ เปรียบเทียบคือ ไฟฉายของแพทย์เวลาเดินเข้าถ้ำมืดๆ(ผิวชั้นลึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ทำให้ส่งพลังงานสู่ชั้น SMAS ที่ต้องการกระชับใบหน้าได้อย่าง 100 %
  • ทำแต่ละครั้งจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจน เมื่อทำตั้งแต่อายุยังน้อยหรือทำเป็นประจำ จะทำให้ผิวมีคอลลาเจนตลอดเวลา ผิวดูอ่อนเยาว์กว่าวัย
  • ทำให้สภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้นใน 3 มิติ ได้แก่ 
Rejuvenating ผิวดูเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลง ผิวสดใสดูมีชีวิตชีวาขึ้น
Tightening ผิวเต่งตึง  อิ่มฟู 
Lifting ผิวยกกระชับได้รูปดูเป็นธรรมชาติ

ULTHERA (อัลเทอร่า) เหมาะกับใครและทำบริเวณไหนได้บ้าง ?

คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ยอมรับให้  Ultherapy นั้น สามารถยกกระชับได้ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะ 4 จุดหย่อนคล้อยสำคัญ ได้แก่
คิ้ว 
ใต้คาง เหนียง
ผิวบริเวณลำคอ
รอยย่นบริเวณเนินอก
  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป 
  2. ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยมาก 
  3. ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด 
  4. ต้องการยกกระชับใบหน้า แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
  6. ลดเลือนริ้วรอย 
  7. ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ
  8. รูขุมขนกว้าง 
  9. ไขมันสะสมบริเวณแก้มทำให้รูปหน้าไม่เรียว
  10. ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น กรอบหน้าไม่ชัด
  11. คิ้วตกทำให้หน้าดูเศร้า ต้องการยกแนวคิ้วให้ขึ้น 
  12. หนังตาตก 
  13. ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา

ULTHERA (อัลเทอร่า) ควรรักษาบ่อยแค่ไหน และระยะเวลาในการเห็นผล ?

เห็นผลทันที!! หลังทำการรักษา 30 % ในครั้งแรก 

จะค่อยๆเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องภายใน 60 – 90 วัน เนื่องจากร่างกายมีการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) เพื่อกระตุ้นเส้นใยอีลาสติน  ฟื้นฟูให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่จากร่างกายของเราเองจึงมีความปลอดภัยสูง
เพื่อผลการรักษาที่ดีอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ทำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง  (*ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นกับแต่ละบุคคล)

หลังทำทันที ผิวยกกระชับขึ้น 20-30%

การรักษาโดยULTHERA (อัลเทอร่า) แต่ละตำแหน่งใช้จำนวน Lines ในการรักษาเท่าไหร่ ?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการยกกระชับ การรักษาโดย ULTHERA (อัลเทอร่า) จำนวน Lines ในการรักษาแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญมาก ไม่งั้นการรักษาอาจไม่ดีเท่าที่ควร มาดูกันครับว่าแต่ละตำแหน่งใช้จำนวน Lines ในการรักษาเท่าไหร่
  • ทั่วตา 100 Lines
  • กรอบหน้า 400 Lines
  • ลดขนาดแก้ม 400 Lines
  • ลดเหนียง 200 Lines
  • คอ 400 Lines
  • เนินหน้าอก 300 Lines

ข้อเสียของการทำ ULTHERA (อัลเทอร่า)?

  • หลังการทำอาจมีรอยแดงบ้างหลังการทำ ซึ่งก็พบแค่เพียงบางราย แต่จะหายไปได้เองภายใน 2 – 3 ชั่วโมง
  • อาจมีรอยบวมเล็กน้อยเป็นเวลาสองสามวัน 
  • อาจรู้สึกกดแล้วเจ็บ/เสียวแปลบเป็นเวลาสองสามสัปดาห์หลังจากทำ 
  • โดยปกติแล้วอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว

ULTHERA (อัลเทอร่า) ใช้เวลาในการรักษานานหรือไม่ ?

ใช้เวลาการรักษานานประมาณ 1 ชั่วโมง (ทำครั้งเดียวเพียง 60 นาที จนได้รับขนานนามว่า Lunchtime Beauty)

ULTHERA (อัลเทอร่า)ดีอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่

ปลอดภัยสูงมากครับ ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลก และ ได้รับรางวัลมากมาย
  • ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา และกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย
  • Beauty Award : 2019 Best In-Office Treatment by NewBeauty’s 2019 Beauty Choice Award

ULTHERA (อัลเทอร่า) ของแท้ไม่ปลอมตรวจสอบได้อย่างไร ?

เครื่อง ULTHERA (อัลเทอร่า) นำเข้าโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ เจ้าของลิขสิทธิ์เดียวในไทย ก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง ควรสังเกต 6 ข้อ ดังต่อไปนี้
  1. หน้าจอ Deep See ที่สแกนให้เห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ผิวหย่อนผิวห้อยตรงไหน  หมอจะยิงเข้าไปเย็บไปดึงจุดนั้นทันที เค้าจึงเห็นผลเร็วและอยู่ได้นานกว่าทำ HIFU นี่แหละครับลิขสิทธิ์เฉพาะของเค้าเลย
  2. สติกเกอร์ติดหน้าเครื่อง ว่าเป็นของบริษัท Merz Aesthetics Thailand เจ้าของลิขสิทธิ์เดียวในไทย และเครื่องหมาย US FDA (ผ่าน อย. อเมริกา)
  3. มีใบรับรอง (Certificate) เครื่องแท้ ในคลินิก
  4. โล่เพชรคริสตัล วางคู่กับใบรับรอง
  5. สติกเกอร์รับรองของแท้ ติดบริเวณประตูทางเข้าคลินิก
  6. วิธีง่ายสุด ไม่ต้องเสียเวลาเดินเข้าคลินิก แค่ตรวจรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ในเว็บไซต์ www.merzclubthailand.com หารายชื่อคลินิกที่เราสนใจว่าใช้ของแท้หรือไม่
และตั้งแต่เดือน ก.ย. 64 บริษัทเมิร์ซ ยังเพิ่ม QR code ติดไว้หน้าเครื่องอัลเทอร่า ให้เราสแกนเช็คของแท้ได้ทันทีก่อนรับบริการ

ขอบคุณแหล่งอ้างอิงจาก

  1. http://www.ultherapy.com
  2. Fabi S. G. (2015). Noninvasive skin tightening: focus on new ultrasound techniques. Clinical, cosmetic and investigational dermatology8, 47–52. https://doi.org/10.2147/CCID.S69118
  3. Shome, Debraj MD, FRCS, MBA*; Vadera, Sapna MDS*; Ram, M. Shiva MOptom†; Khare, Stuti MD†; Kapoor, Rinky MD† Use of Micro-focused Ultrasound for Skin Tightening of Mid and Lower Face, Plastic and Reconstructive Surgery – Global Open: December 2019 – Volume 7 – Issue 12 – p e2498
  4. Werschler, W. P., & Werschler, P. S. (2016). Long-term Efficacy of Micro-focused Ultrasound with Visualization for Lifting and Tightening Lax Facial and Neck Skin Using a Customized Vectoring Treatment Method. The Journal of clinical and aesthetic dermatology9(2), 27–33.
  5. Hitchcock TM, Dobke MK. Review of the safety profile for microfocused ultrasound with visualization. J Gosmet Dermatol. 2014;13:329–335. 
  6. Day D. Microfocused ultrasound for facial rejuvenation: current perspectives. Research and Reports in Focused Ultrasound. 2014;2:13–17.
  7. Fabi SG, Goldman MP. Retrospective evaluation of micro-focused ultrasound for lifting and tightening the face and neck. Dermatol Surg. 2014;40:569–575. 
  8. Suh DH, Oh YJ, Lee SJ, et al. A intense-focused ultrasound tightening for the treatment of infraorbital laxity. J Gosmet Laser Ther. 2012;14:290–295.
  9. Suh DH, Shin MK, Lee SJ, et al. Intense focused ultrasound tightening in Asian skin: clinical and pathologic results. Dermatol Surg. 2011;37:1595–1602.
  10. Chan NP, Shek SY, Yu CS, et al. Safety study of transcutaneous focused ultrasound for non-invasive skin tightening in Asians. Lasers Surg Med. 2011;43:366–375.