Ultherapy อัลเทอร่า เดอะ พรีม่า คลินิก ศรีราชา

ULTHERA (อัลเทอร่า) หรือ ULTHERAPY คืออะไร ?

Ulthera (อัลเทอร่า) คือ เทคนิคการยกกระชับผิว โดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์หรือคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง และมีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) และแม่นยำ ส่งผ่านพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากลงลึกไปถึงกล้ามเนื้อส่วนบนใต้ผิวหนัง (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า

"ยกกระชับหน้าหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้า สวยสมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ทำให้เกิดบาดแผล ไม่เกิดรอยเขียวช้ำ และไม่ต้องทำบ่อยเพียงปีละ 1 ครั้งก็เพียงพอ คำตอบคือ ULTHERA (อัลเทอร่า)"

ทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่มองหาวิธีการที่ดีที่สุดในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น  ปรับรูปหน้าเรียว เพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า ยกแนวคิ้ว ยกหางตา ปรับผิวเรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย ด้วยการรักษาเพียง 1 ครั้ง สามารถให้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พึงพอใจได้นานถึง 1-2 ปี โดยไม่มีแผล และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น

บทความโดย  นพ. วรุตม์ คุณาฤทธิพล (หมอช้อป)

  • ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) สำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • Dermatology Clinical Observership,Jutendo University Hospital , Tokyo
  • Fellowship วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ประวัติความเป็นมาของ ULTHERA (อัลเทอร่า)

Ulthera (อัลเทอร่า) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการ ”ยกกระชับใบหน้าและลำคอ (Face Lifting)” โดยไม่ต้องผ่าตัด 

ซึ่งเทคโนโลยีนี้เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 และเป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาพจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกามามากกว่า 10 ปีจวบจนปัจจุบันนั้น พบว่า Ulthera (อัลเทอร่า) มีการใช้บริการเพื่อยกกระชับใบหน้า และช่วยให้ผิวกระชับลดเรือนริ้วรอยดูอ่อนเยาว์กว่าวัย มากกว่า 1,500,000 ครั้ง ใน 60 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกันครับ

สาเหตุของผิวหย่อนคล้อย และ ULTHERA (อัลเทอร่า) ช่วยได้อย่างไร ?

เมื่อเราเริ่มมีอายุขึ้น (โดยเฉลี่ยอายุคน 20 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะเริ่มมีความเสื่อม ผิวเริ่มเกิดริ้วรอย ไขมันมีการยุบตัวตามวัย เส้นเอ็นที่คอยพยุงโครงสร้างของใบหน้าและลำคอให้เต่งตึงจะเริ่มหย่อน กระดูกที่ใบหน้ามีการยุบตัว 
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออายุที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยจะมีความเสื่อม ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความเสื่อมตามอายุ แรงโน้มถ่วงของโลก มลภาวะต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นต้น และส่งผลให้ใบหน้าและคอหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยที่ผิวตามวัย (เช่น ริ้วเล็กๆทั่วใบหน้า ใต้ตา เป็นต้น) คิ้วและหนังตาตก เกิดร่องแก้ม กรอบหน้าไม่ชัด เกิดร่องที่มุมปาก ตามมานั่นเอง

“ชั้น SMAS (สแมส)” ศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อย คืออะไร ?

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ใบหน้าเกิดการหย่อนคล้อยเกิดจากผิวชั้นลึกสุดที่เรียกว่าชั้น SMAS (สแมส) หรือ ชั้น  Superficial Musculo-Aponeurotic System ซึ่งคือผิวหนังชั้นที่หุ้มห่อกล้ามเนื้อและยึดไขมันให้ติดบนเนื้อหากผิวหนังชั้นนี้หย่อนคล้อยก็จะทำให้ผิวที่ตื้นกว่าชั้นเหล่านี้หย่อนคล้อย  
โดยการหย่อนคล้อยของชั้น SMAS นั้นเกิดจากแรงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นแรงที่ล้างหน้าขึ้น หรือลง หรือวน หรือแม้แต่การอ้าปากพูด เคี้ยวอาหาร อ้าปากเพื่อหาวก็ตาม   จะทำให้ชั้น SMAS เกิดการหย่อนยานได้เสมอ เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวสั่งงานทำให้ผิวทั้งชั้นเคลื่อนตัวตามดังนั้นตราบใดที่เราใช้แรงกับผิวไม่ว่าแรงที่กระทำจากภายนอก หรือแรงที่กระทำจากกล้ามเนื้อ ล้วนมีผลทำให้ SMAS เสียหาย โดยULTHERA (อัลเทอร่า)นี้นับว่าเป็นนวัตกรรมที่สามารถทำให้ชั้น SMAS ฟื้นฟูตัวเองได้

ULTHERA (อัลเทอร่า) มีหลักการทำงานอย่างไร ?

การทำงานของ Ulthera (อัลเทอร่า)ใช้หลักการสวยด้วยเสียง คือ การปล่อยคลื่นเสียง(หรือคลื่นอัลตร้าซาวด์) ที่มีพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนังซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อนจุดเล็กๆลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวหนังโดยลงลึกถึงชั้น SMAS (สแมช) ซึ่งเป็นรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนซึ่งแพทย์ใช้ในการยกกระชับใบหน้า ทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่เคยหย่อนคล้อยหดตัว และกระชับเข้าหากันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ผิวจึงตึง กระชับ สดใส ดูอ่อนกว่าวัยในแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัด
การส่งผ่านความร้อนนี้ ทำให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มิลลิเมตร คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้น SMAS เป็นจุดเล็กๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่าๆกันประมาณ 1 – 1.5 มิลลิเมตร ลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะยกกระชับและได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน
การส่งคลื่นความถี่สูงดังกล่าว ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) จนเกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ  โดยจะมีอุณหภูมิ ประมาณ 65 – 75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)  ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน  โดยผสานการทำงานกันด้วย 2 กระบวนการที่เรียกว่า “Rebuild & Repair” กล่าวคือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และซ่อมแซมคอลลาเจนเดิม 
นับเป็นกระบวนการฟื้นฟูผิวตามวงจรธรรมชาติจากภายใน เสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ในแนวตั้งและแนวนอนที่ยึดกับผิวชั้นบนให้ดีขึ้น ทว่าคงดุลยภาพของผิวหนังไว้ ทำให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง และช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับสู่สภาพเดิมทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น  ผลที่ได้คือ ผิวค่อยๆถูกรั้งตึงขึ้น ยกกระชับ และเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากภายในสู่ภายนอก

"อัลเทอร่าใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนัง ลึกถึงชั้นศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า โดยไม่เกิดบาดแผล"

ULTHERA (อัลเทอร่า) ส่งพลังงานลงได้ลึกกี่ระดับ แต่ละระดับช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

นวัตกรรม ULTHERA (อัลเทอร่า)  มีหัวTransducer ส่งพลังงานลงลึกได้ถึง 3 ระดับ  ในการปล่อยคลื่นได้แก่หัว Transducer แบบตื้นและหัวแบบลึก ดังนั้นแพทย์สามารถเลือกใช้หัว Transducer ในแต่ละส่วนของร่างกายที่เหมาะกับแต่ละบริเวณ ด้วยความหนาของชั้นผิวแต่ละส่วนไม่เท่ากัน และการส่งพลังงานลงไปในแต่ละชั้นความลึก ก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ดังนี้
ระดับ 1.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นตื้น  (Superficial Dermis) 
ช่วยเรื่อง >>> กระชับรูขุมขน ริ้วรอยเล็กๆ ยกหางคิ้วที่ตก ช่วยเรื่องของผิวภายนอกกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวโดยไม่ทำอันตรายผิวด้านบน ปรับให้ผิวหน้าเนียนสวยผิวใส
ระดับ 3.0 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) 
ช่วยเรื่อง >>> คืนความยืดหยุ่นของคอลลาเจน และเส้นใยอีลาสติน  ฟื้นฟูให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวแน่นกระชับ ช่วยเรื่องของผิวภายนอกกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวโดยไม่ทำอันตรายผิวด้านบน ปรับให้ผิวหน้าเนียนสวยผิวใส
ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS (ชั้นผังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า )
ช่วยเรื่อง >>> การปรับรูปหน้า ช่วยลดชั้นไขมันบนใบหน้าหรือลดชั้นความหนาบนใบหน้าหรือจะช่วยให้การหดชั้น สแมส (SMAS) ช่วยในการยกกระชับ ขอบหน้าชัดเจน แก้ไขปัญหาหนังตาตก และคิ้วตก
การส่งพลังงานลงไปที่ชั้นนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของตาข่ายพังผืดในชั้น SMAS ส่งผลให้โครงสร้างผิวปรับทิศทางไปในแนวที่ต้องการ ผิวหน้าจะยกกระชับขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกการส่งพลังงานไปในแต่ละระดับความลึก ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน จึงออกแบบมาเพื่อปรับความลึกได้หลายระดับ เพื่อผลลัพธ์จากการทำจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

เปรียบเทียบการรักษาชนิดต่าง ๆ เพื่อการยกกระชับใบหน้า

การใช้มีดผ่าตัดดึงยกใบหน้า (Surgical Facelift)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  ลงได้ลึกถึงชั้นสแมส (SMAS) ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 4.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน
ข้อดี : ยกใบหน้าได้ทันที
ข้อเสีย : อาจมีปัญหาเกิดแผลเป็นที่ผิวหนังถาวร หรือ คลำได้ก้อนพังผืดใต้ชั้นผิว

การใช้เลเซอร์ (Laser)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>> ประมาณ 1.0-1.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน (แล้วแต่ชนิดของเลเซอร์)
ข้อดี : ช่วยได้เพียงผิวดูใสขึ้น
ข้อเสีย : ส่วนมากลงได้แค่ระดับผิวชั้นตื้น ซึ่งไม่ถึงชั้นที่ทำให้ใบหน้ายกกระชับ (ชั้นSMAS) อาจช่วยได้เพียงผิวดูใสขึ้น

การใช้คลื่นพลังงานวิทยุ (Monopolar Radiofrequency)  เช่น Thermage (เทอมาจ)

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  ประมาณ 2-3 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน
ข้อดี : ช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆที่ผิวตื้นขึ้นที ใบหน้าแน่นกระชับขึ้นทันที ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 2-3 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน (อยู่ประมาณผิวหนังแท้ที่เป็นที่อยู่ของคอลลาเจน สามารถกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวได้ดี)
ข้อเสีย : ได้แก่
  • ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ(Skin Tightening) ริ้วรอยหาย มากกว่าการยกกระชับใบหน้า (Skin Lifting) 
  • ไม่สามารถทำให้ใบหน้าหรือคอที่หย่อนมากๆยกขึ้นได้เท่าที่ควร เนื่องจากไม่ถึงชั้นสแมส (SMAS) ที่ระดับความลึกเฉลี่ย 4.5 มิลลิเมตรจากผิวชั้นบน

การใช้คลื่นเสียง (Ultrasound wave) เช่น ULTHERA (อัลเทอร่า) 

ระดับความลึกเฉลี่ยจากผิวชั้นบน >>>  มี 3 ระดับ แล้วแต่การปรับระดับของแพทย์ผู้ทำการรักษา ได้แก่
  • ระดับ 1.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นตื้น  (Superficial Dermis) 
  • ระดับ 3.0 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) 
  • ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS (ชั้นผังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า )
ข้อดี :
  • ลงได้ถึงชั้น SMAS ยกกระชับใบหน้าและลำคอเห็นผลได้ทันทีหลังทำ (ประมาณ 30 %) 
  • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ใช้มีด และเข็ม จึงอ่อนโยนและปลอดภัยกว่า
  • ไม่มีแผลเป็น ดูแลง่าย สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
  • ไม่บวมช้ำหลังทำ สามารถแต่งหน้าได้ทันที พร้อมทำทุกกิจกรรม
  • มีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพด้วยผลการศึกษาทางคลินิกที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลกกว่า 40 ฉบับ   
  • ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลกในการยกกระชับใบหน้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกัน
  • พลังงานเสถียรแน่นอน ไม่เกิดการแกว่งขึ้นลงของพลังงานซึ่งอาจเสี่ยงผิวหน้าไหม้ได้ครับ

"ทำเสร็จสามารถแต่งหน้า ทำงาน หรือเที่ยวได้ตามปกติ"

  • ทำ 1 ครั้ง อยู่ได้นาน 1-1 ปีครึ่ง ไม่ต้องทำบ่อยๆ
  • ยกกระชับใบหน้าและลำคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีหัว DeepSEE” พูดง่ายๆ คือ “การเห็นภาพในชั้นลึกของผิว” นั่นเองครับ เปรียบเทียบคือ ไฟฉายของแพทย์เวลาเดินเข้าถ้ำมืดๆ(ผิวชั้นลึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ทำให้ส่งพลังงานสู่ชั้น SMAS ที่ต้องการกระชับใบหน้าได้อย่าง 100 %
  • ทำแต่ละครั้งจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจน เมื่อทำตั้งแต่อายุยังน้อยหรือทำเป็นประจำ จะทำให้ผิวมีคอลลาเจนตลอดเวลา ผิวดูอ่อนเยาว์กว่าวัย
  • ทำให้สภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้นใน 3 มิติ ได้แก่ 
Rejuvenating ผิวดูเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลง ผิวสดใสดูมีชีวิตชีวาขึ้น
Tightening ผิวเต่งตึง  อิ่มฟู 
Lifting ผิวยกกระชับได้รูปดูเป็นธรรมชาติ

ULTHERA (อัลเทอร่า) เหมาะกับใครและทำบริเวณไหนได้บ้าง ?

คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ยอมรับให้  Ultherapy นั้น สามารถยกกระชับได้ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะ 4 จุดหย่อนคล้อยสำคัญ ได้แก่
คิ้ว 
ใต้คาง เหนียง
ผิวบริเวณลำคอ
รอยย่นบริเวณเนินอก
  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป 
  2. ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยมาก 
  3. ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด 
  4. ต้องการยกกระชับใบหน้า แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
  6. ลดเลือนริ้วรอย 
  7. ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ
  8. รูขุมขนกว้าง 
  9. ไขมันสะสมบริเวณแก้มทำให้รูปหน้าไม่เรียว
  10. ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น กรอบหน้าไม่ชัด
  11. คิ้วตกทำให้หน้าดูเศร้า ต้องการยกแนวคิ้วให้ขึ้น 
  12. หนังตาตก 
  13. ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา

ULTHERA (อัลเทอร่า) ควรรักษาบ่อยแค่ไหน และระยะเวลาในการเห็นผล ?

เห็นผลทันที!! หลังทำการรักษา 30 % ในครั้งแรก 

จะค่อยๆเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องภายใน 60 – 90 วัน เนื่องจากร่างกายมีการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) เพื่อกระตุ้นเส้นใยอีลาสติน  ฟื้นฟูให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่จากร่างกายของเราเองจึงมีความปลอดภัยสูง
เพื่อผลการรักษาที่ดีอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ทำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง  (*ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นกับแต่ละบุคคล)

หลังทำทันที ผิวยกกระชับขึ้น 20-30%

การรักษาโดยULTHERA (อัลเทอร่า) แต่ละตำแหน่งใช้จำนวน Lines ในการรักษาเท่าไหร่ ?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการยกกระชับ การรักษาโดย ULTHERA (อัลเทอร่า) จำนวน Lines ในการรักษาแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญมาก ไม่งั้นการรักษาอาจไม่ดีเท่าที่ควร มาดูกันครับว่าแต่ละตำแหน่งใช้จำนวน Lines ในการรักษาเท่าไหร่
  • ทั่วตา 100 Lines
  • กรอบหน้า 400 Lines
  • ลดขนาดแก้ม 400 Lines
  • ลดเหนียง 200 Lines
  • คอ 400 Lines
  • เนินหน้าอก 300 Lines

ข้อเสียของการทำ ULTHERA (อัลเทอร่า)?

  • หลังการทำอาจมีรอยแดงบ้างหลังการทำ ซึ่งก็พบแค่เพียงบางราย แต่จะหายไปได้เองภายใน 2 – 3 ชั่วโมง
  • อาจมีรอยบวมเล็กน้อยเป็นเวลาสองสามวัน 
  • อาจรู้สึกกดแล้วเจ็บ/เสียวแปลบเป็นเวลาสองสามสัปดาห์หลังจากทำ 
  • โดยปกติแล้วอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว

ULTHERA (อัลเทอร่า) ใช้เวลาในการรักษานานหรือไม่ ?

ใช้เวลาการรักษานานประมาณ 1 ชั่วโมง (ทำครั้งเดียวเพียง 60 นาที จนได้รับขนานนามว่า Lunchtime Beauty)

ULTHERA (อัลเทอร่า)ดีอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่

ปลอดภัยสูงมากครับ ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลก และ ได้รับรางวัลมากมาย
  • ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา และกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย
  • Beauty Award : 2019 Best In-Office Treatment by NewBeauty’s 2019 Beauty Choice Award

ULTHERA (อัลเทอร่า) ของแท้ไม่ปลอมตรวจสอบได้อย่างไร ?

  • เครื่อง ULTHERA (อัลเทอร่า) นำเข้าโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ 
ก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง ควรสังเกต 3 สิ่ง ดังต่อไปนี้
  1. ใบประกาศนียบัตร (Certificate of Authenticity) เฉพาะคลินิกที่มีบริการ ULTHERA (อัลเทอร่า)
  2. คริสตัลรูปเพชร เฉพาะคลินิกที่มีบริการ ULTHERA (อัลเทอร่า)
  3. ขอดูเครื่องมือ อัลเธอร่า โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ก่อนให้บริการก่อนทุกครั้ง

ขอบคุณแหล่งอ้างอิงจาก

  1. http://www.ultherapy.com
  2. Fabi S. G. (2015). Noninvasive skin tightening: focus on new ultrasound techniques. Clinical, cosmetic and investigational dermatology8, 47–52. https://doi.org/10.2147/CCID.S69118
  3. Shome, Debraj MD, FRCS, MBA*; Vadera, Sapna MDS*; Ram, M. Shiva MOptom†; Khare, Stuti MD†; Kapoor, Rinky MD† Use of Micro-focused Ultrasound for Skin Tightening of Mid and Lower Face, Plastic and Reconstructive Surgery – Global Open: December 2019 – Volume 7 – Issue 12 – p e2498
  4. Werschler, W. P., & Werschler, P. S. (2016). Long-term Efficacy of Micro-focused Ultrasound with Visualization for Lifting and Tightening Lax Facial and Neck Skin Using a Customized Vectoring Treatment Method. The Journal of clinical and aesthetic dermatology9(2), 27–33.
  5. Hitchcock TM, Dobke MK. Review of the safety profile for microfocused ultrasound with visualization. J Gosmet Dermatol. 2014;13:329–335. 
  6. Day D. Microfocused ultrasound for facial rejuvenation: current perspectives. Research and Reports in Focused Ultrasound. 2014;2:13–17.
  7. Fabi SG, Goldman MP. Retrospective evaluation of micro-focused ultrasound for lifting and tightening the face and neck. Dermatol Surg. 2014;40:569–575. 
  8. Suh DH, Oh YJ, Lee SJ, et al. A intense-focused ultrasound tightening for the treatment of infraorbital laxity. J Gosmet Laser Ther. 2012;14:290–295.
  9. Suh DH, Shin MK, Lee SJ, et al. Intense focused ultrasound tightening in Asian skin: clinical and pathologic results. Dermatol Surg. 2011;37:1595–1602.
  10. Chan NP, Shek SY, Yu CS, et al. Safety study of transcutaneous focused ultrasound for non-invasive skin tightening in Asians. Lasers Surg Med. 2011;43:366–375.