แสงสีแดง ช่วยชะลอวัย
September 10, 2026

แสงสีแดง ช่วยชะลอวัย แต่ไม่ใช่ทุกตัว!

ปัจจุบัน “แสงสีแดง” กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดูแลผิวที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ตั้งแต่หน้ากาก LED เครื่องฉายแสงสำหรับใช้ที่บ้าน ไปจนถึงเลเซอร์ทางการแพทย์ในคลินิก หลายผลิตภัณฑ์ใช้คำว่า Red Light Therapy หรืออ้างว่าช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ แสงที่มองเห็นเป็นสีแดง ไม่ได้หมายความว่าจะกระตุ้นคอลลาเจนได้เหมือนกันทุกเครื่อง

ผลที่เกิดกับผิวขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ทั้งความยาวคลื่น ชนิดของแหล่งกำเนิดแสง กำลังพลังงาน ปริมาณพลังงานที่ผิวได้รับ ระยะเวลาในการรักษา และความสามารถของเครื่องในการส่งพลังงานลงถึงชั้นผิวเป้าหมาย

พูดง่าย ๆ คือ ไฟติดสีแดงเหมือนกัน แต่ข้างในอาจต่างกันตั้งแต่ “ไฟบำรุงผิว” ไปจนถึง “เลเซอร์ทางการแพทย์” เลยทีเดียว

สารบัญเนื้อหา

แสงสีแดงช่วยเรื่องอะไร?

แสงสีแดง Redlight Therapy ช่วยอะไร

การใช้แสงสีแดงเพื่อดูแลผิวส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้หลักการที่เรียกว่า Photobiomodulation หรือ PBM ซึ่งเป็นการใช้แสงที่ไม่ก่อให้เกิดรังสีไอออไนซ์ ส่งพลังงานไปกระตุ้นกระบวนการทำงานภายในเซลล์ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ผิวเกิดแผลหรือความร้อนสูงเหมือนเลเซอร์ชนิดลอกผิว

สมมติฐานสำคัญคือ โฟตอนจากแสงจะถูกดูดซับโดยโมเลกุลที่ตอบสนองต่อแสงภายในเซลล์ โดยเฉพาะบริเวณไมโทคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานผลิตพลังงานของเซลล์ กระบวนการนี้อาจส่งผลต่อการสร้างพลังงาน ATP การไหลเวียนเลือด สารสื่อสัญญาณ และการควบคุมการอักเสบของเนื้อเยื่อ

ในด้านผิวหนัง มีการศึกษาการใช้แสงสีแดงและแสงใกล้อินฟราเรดในเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
  • ลดเลือนริ้วรอยตื้น
  • ส่งเสริมกระบวนการสร้างและจัดเรียงคอลลาเจน
  • ลดการอักเสบและรอยแดงบางประเภท
  • สนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมบาดแผล
  • ใช้เป็นการดูแลเสริมร่วมกับการรักษาผิวชนิดอื่น

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาไม่ได้หมายความว่าแสงสีแดงทุกเครื่องจะให้ผลดังกล่าว เพราะการตอบสนองของผิวขึ้นอยู่กับ “ขนาดของพลังงาน” และ “วิธีส่งแสง” ด้วย หากพลังงานต่ำเกินไปอาจไม่เกิดผลที่ชัดเจน ขณะที่การเพิ่มพลังงานมากเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าจะให้ผลดีกว่าเสมอไป

เทคโนโลยีแสงสีแดงมีอะไรบ้าง?

แสงสีแดง เหมือนกันหรือต่างกัน

คำว่า “แสงสีแดง” ครอบคลุมเทคโนโลยีหลายประเภท ซึ่งมีหลักการและระดับพลังงานแตกต่างกัน

2.1 LED Red Light Therapy

LED หรือ Light-Emitting Diode เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่กระจายตัวค่อนข้างกว้าง ไม่ใช่ลำแสงเลเซอร์ โดยทั่วไปให้พลังงานระดับต่ำถึงปานกลางและครอบคลุมพื้นที่ผิวได้มาก

LED สีแดงมักถูกนำมาใช้ในรูปแบบแผงไฟ หน้ากาก หรือเครื่องฉายแสงในคลินิก งานวิจัยบางส่วนพบว่า LED ช่วงประมาณ 630–660 นาโนเมตร เมื่อใช้ด้วยพลังงานและระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยให้คุณภาพผิว ริ้วรอยตื้น และความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้นได้

จุดสำคัญคือ LED มักต้องทำหลายครั้งอย่างสม่ำเสมอ และผลที่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหลอด ระยะห่างจากผิว ความเข้มของแสง และระยะเวลาใช้งาน ไม่ใช่ดูเพียงว่า “หลอดเป็นสีแดงหรือไม่”

2.2 Low-Level Laser Therapy หรือ Photobiomodulation Laser

เป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์พลังงานต่ำเพื่อกระตุ้นการทำงานระดับเซลล์ ลำแสงมีความเป็นระเบียบและสามารถส่งพลังงานไปยังจุดเป้าหมายได้แม่นยำกว่า LED แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้เกิดการลอกผิวหรือทำลายเนื้อเยื่อ

เทคโนโลยีนี้มีการศึกษาในหลายด้าน ทั้งการลดการอักเสบ การสมานแผล การลดอาการปวด รวมถึงการฟื้นฟูผิว แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับพารามิเตอร์ของเครื่องและโปรโตคอลการรักษาอย่างมาก

2.3 เลเซอร์แสงสีแดงทางการแพทย์ 675 นาโนเมตร

แม้จะมองเห็นเป็นแสงสีแดงเช่นเดียวกัน แต่เลเซอร์ 675 นาโนเมตรเป็นคนละกลุ่มกับหน้ากาก LED ทั่วไป

เครื่องเลเซอร์ทางการแพทย์สามารถรวมพลังงานเป็นลำแสง ส่งพลังงานในระดับที่ควบคุมได้ และกำหนดความกว้างของพัลส์ ขนาดจุดยิง รูปแบบการสแกน รวมถึงระบบทำความเย็นได้อย่างละเอียด

ความยาวคลื่น 675 นาโนเมตรได้รับการพัฒนาให้มีการดูดกลืนในองค์ประกอบของคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ งานวิจัยทางพยาธิวิทยาหลังการรักษาพบการเปลี่ยนแปลงของเส้นใยคอลลาเจนและการเพิ่มขึ้นของเส้นใยคอลลาเจนใหม่ในบริเวณที่ได้รับการรักษา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับริ้วรอย คุณภาพผิว รอยแผลเป็นจากสิว และความผิดปกติของเม็ดสีบางประเภท

ดังนั้น เลเซอร์ 675 นาโนเมตรจึงไม่ควรถูกเรียกรวมกับเครื่อง LED สีแดงทั่วไปว่าเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกัน

2.4 แสงสีแดงใน Photodynamic Therapy

Photodynamic Therapy หรือ PDT เป็นการใช้แสงร่วมกับสารไวแสง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาในเซลล์เป้าหมาย มักนำมาใช้กับโรคผิวหนังหรือปัญหาผิวบางประเภทตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

แม้อาจใช้แสงสีแดงเหมือนกัน แต่กลไกและวัตถุประสงค์แตกต่างจากการฉายแสงสีแดงเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนโดยตรง จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบจากสีของแสงเพียงอย่างเดียว

สรุปความแตกต่างแบบง่าย

เทคโนโลยี

ลักษณะพลังงาน

การใช้งานโดยทั่วไป

LED สีแดง

แสงกระจาย พลังงานค่อนข้างต่ำ

ดูแลผิวต่อเนื่อง ลดการอักเสบ ฟื้นฟูผิว

PBM Laser

ลำแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ

กระตุ้นการทำงานของเซลล์และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

เลเซอร์ 675 nm

เลเซอร์ทางการแพทย์ ควบคุมพลังงานได้ละเอียด

ดูแลคอลลาเจน ริ้วรอย คุณภาพผิว และปัญหาผิวตามการประเมิน

PDT

ใช้แสงร่วมกับสารไวแสง

รักษาโรคหรือภาวะผิวหนังตามข้อบ่งชี้

ความยาวคลื่นเท่าไหร่ถึงจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้จริง?

แสงสีแดง ความยาวคลื่น

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีความยาวคลื่นวิเศษเพียงตัวเลขเดียวที่รับประกันว่าจะกระตุ้นคอลลาเจนได้ทุกเครื่องและทุกคน

งานวิจัยเกี่ยวกับ LED และ Photobiomodulation พบหลักฐานในแสงสีแดงหลายช่วง โดยเฉพาะประมาณ 630–660 นาโนเมตร รวมถึงการใช้ร่วมกับแสงใกล้อินฟราเรดประมาณ 830–850 นาโนเมตร การศึกษาบางชิ้นพบว่าการรักษาอย่างต่อเนื่องอาจช่วยเพิ่มความหนาแน่นของคอลลาเจน ลดริ้วรอยตื้น และปรับคุณภาพผิวได้

สำหรับ เลเซอร์ 675 นาโนเมตร มีงานวิจัยทั้งในระดับเซลล์ การตรวจชิ้นเนื้อ และการศึกษาในผู้รับการรักษา ซึ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ในการกระตุ้นกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจน โดยมีรายงานการเกิดเส้นใยคอลลาเจนใหม่และการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพผิวหลังการรักษา

ดังนั้น การถามเพียงว่า “เครื่องนี้กี่นาโนเมตร” ยังไม่เพียงพอ ควรถามต่อว่าเครื่องส่งพลังงานอย่างไรด้วย

องค์ประกอบที่มีผลต่อการกระตุ้นคอลลาเจนประกอบด้วย

  1. Wavelength — ความยาวคลื่น
    กำหนดว่าส่วนประกอบใดในผิวจะดูดซับพลังงาน และพลังงานสามารถลงไปได้ลึกเพียงใด
  2. Irradiance — ความเข้มของพลังงานต่อพื้นที่
    มักวัดเป็นมิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร หากต่ำมาก แม้จะใช้ความยาวคลื่นตรงตามงานวิจัยก็อาจส่งพลังงานไม่เพียงพอ
  3. Fluence — ปริมาณพลังงานรวมที่ผิวได้รับ
    มักวัดเป็นจูลต่อตารางเซนติเมตร เป็นผลรวมจากกำลังพลังงานและระยะเวลา
  4. Pulse Duration และรูปแบบการปล่อยพลังงาน
    การปล่อยพลังงานแบบต่อเนื่อง แบบพัลส์ หรือแบบสแกน อาจทำให้เกิดผลต่อเนื้อเยื่อต่างกัน
  5. ระยะห่างและการสัมผัสกับผิว
    โดยเฉพาะเครื่อง LED ใช้ที่บ้าน ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรอาจทำให้ปริมาณพลังงานที่ผิวได้รับเปลี่ยนแปลงได้มาก
  6. จำนวนครั้งและระยะห่างระหว่างการรักษา
    LED พลังงานต่ำอาจต้องใช้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ขณะที่เลเซอร์ทางการแพทย์มักเว้นระยะตามวงจรฟื้นฟูของผิวและการประเมินของแพทย์

เพราะฉะนั้น คำว่า “แสงสีแดง 660 nm” บนกล่องไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอว่าเครื่องนั้นจะให้ผลเหมือนเครื่องที่ใช้ในการศึกษาทางการแพทย์

แสงสีแดง ความยาวคลื่นบอกอะไร

ซื้อเครื่องมือมาทำเองที่บ้านได้ไหม?

สามารถใช้เครื่อง LED สีแดงสำหรับดูแลผิวที่บ้านได้ แต่ควรมองว่าเป็น การดูแลผิวอย่างต่อเนื่องระดับหนึ่ง ไม่ใช่เครื่องทดแทนเลเซอร์ทางการแพทย์

การศึกษาเกี่ยวกับเครื่อง LED ใช้ที่บ้านบางชิ้นรายงานว่าการใช้แสง 630 นาโนเมตรร่วมกับแสงใกล้อินฟราเรด 850 นาโนเมตรอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยปรับคุณภาพผิวได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องที่นำมาศึกษามีการกำหนดค่าพลังงานและวิธีใช้อย่างชัดเจน จึงไม่สามารถนำผลไปเหมารวมกับหน้ากาก LED ทุกยี่ห้อในตลาดได้

ก่อนซื้อควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้

1. ระบุความยาวคลื่นอย่างชัดเจน

ควรบอกเป็นตัวเลขนาโนเมตร เช่น 630, 633 หรือ 660 นาโนเมตร ไม่ใช่ระบุเพียงว่า “ไฟสีแดง 7 สี” หรือ “แสงคอลลาเจน”

2. ระบุกำลังและปริมาณพลังงาน

ควรมีข้อมูล Irradiance และ Fluence หรืออย่างน้อยมีโปรโตคอลที่ชัดเจนว่าต้องใช้กี่นาทีและห่างจากผิวเท่าใด หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้จะประเมินได้ยากว่าผิวได้รับพลังงานจริงเพียงใด

3. ตรวจสอบสถานะและข้อบ่งใช้ของอุปกรณ์

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกามีแนวทางแยกอุปกรณ์ Photobiomodulation ทางการแพทย์ออกจากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั่วไปอย่างชัดเจน ส่วนในประเทศไทยควรตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ ฉลาก เอกสารกำกับ และสถานะเครื่องมือแพทย์ผ่านระบบของกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

คำว่า “FDA Approved” ที่พิมพ์อยู่ในหน้าร้านออนไลน์ยังไม่เพียงพอ ควรตรวจสอบว่าหมายถึงหน่วยงานใด ได้รับอนุญาตสำหรับข้อบ่งใช้อะไร และตรงกับรุ่นที่กำลังจะซื้อหรือไม่

5. มีอุปกรณ์ป้องกันดวงตาและคำแนะนำที่ชัดเจน

แม้แสงสีแดงไม่มีรังสี UV แต่แหล่งกำเนิดแสงที่มีความเข้มสูงอาจทำให้ไม่สบายตาได้ ควรปฏิบัติตามเอกสารกำกับเครื่องอย่างเคร่งครัด และไม่จ้องแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง

6. ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัย

รอยแดง รอยดำ ก้อน แผล หรือปื้นบนผิวหนังบางชนิดอาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความงาม ผู้ที่มีผื่นกำเริบ แผลติดเชื้อ โรคไวต่อแสง โรคตา หรือใช้ยาที่ทำให้ไวต่อแสง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

สรุปคือ เครื่องใช้ที่บ้าน “พอช่วยได้” หากเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ใช้ถูกวิธี และตั้งความคาดหวังเหมาะสม แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะให้ผลเทียบเท่าเลเซอร์ทางการแพทย์ที่ส่งพลังงานได้แม่นยำและปรับค่าตามสภาพผิวได้

วิธีเลือกเครื่องฉายแสงสีแดง

อยากทำเลเซอร์แสงสีแดง ควรดูจากอะไรบ้าง?

6 คำถามก่อนเลือกทำเลเซอร์แดง

ก่อนตัดสินใจทำเลเซอร์แสงสีแดง ไม่ควรเลือกจากภาพแสงที่ดูแดงจัดหรือชื่อโปรแกรมเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบอย่างน้อย 6 เรื่องดังต่อไปนี้

  1. เป็น LED หรือเป็นเลเซอร์จริง?

ควรถามชื่อเทคโนโลยี รุ่นของเครื่อง และแหล่งกำเนิดพลังงานให้ชัด เพราะ LED สีแดงและเลเซอร์ 675 นาโนเมตรมีระดับพลังงานและวิธีทำงานแตกต่างกัน

  1. ใช้ความยาวคลื่นเท่าไหร่?

หากมีเป้าหมายด้านคอลลาเจน ควรดูว่าความยาวคลื่นและระบบส่งพลังงานมีหลักฐานรองรับสำหรับปัญหาผิวนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เลือกเพราะคำว่า “แสงสีแดง” เพียงอย่างเดียว

  1. เครื่องมีแหล่งที่มาและเอกสารตรวจสอบได้หรือไม่?

ควรสามารถตรวจสอบชื่อรุ่นเครื่อง และ ใบรับรองจากบริษัท

  1. มีแพทย์ประเมินปัญหาผิวก่อนทำหรือไม่?

ริ้วรอย รูขุมขน รอยแดง ฝ้า และผิวหย่อนคล้อยมีสาเหตุและชั้นผิวเป้าหมายไม่เหมือนกัน บางคนอาจเหมาะกับเลเซอร์ 675 นาโนเมตร ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เทคโนโลยีชนิดอื่นหรือรักษาร่วมกัน

  1. ใครเป็นผู้ทำหัตถการ?

ผลลัพธ์และความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกค่าพลังงาน ความหนาแน่นของจุดยิง จำนวนรอบ และการหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงด้วย ฉะนั้นคนที่เป็นคนทำเลเซอร์ควรเป็นแพทย์เท่านั้น

  1. มีระบบทำความเย็นและการป้องกันดวงตาหรือไม่?

เลเซอร์ 675 นาโนเมตรรุ่นที่ใช้ทางการแพทย์บางระบบมีการทำความเย็นเพื่อช่วยปกป้องผิวชั้นบนและเพิ่มความสบายระหว่างทำ แต่ยังต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตาและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของเลเซอร์

ข้อควรระวัง

ควรระวังข้อความประเภท “เห็นผลแน่นอนทุกคน” “ทำครั้งเดียวเด็กลงทันที” หรือ “ไม่มีผลข้างเคียง 100%” เพราะการตอบสนองของผิวแตกต่างกันตามอายุ ปริมาณคอลลาเจนเดิม สีผิว การโดนแสงแดด การใช้ยา และพฤติกรรมการดูแลผิว

ทำไมถึงควรทำโปรแกรม RedGlow Laser ที่เดอะ พรีม่า คลินิก?

โปรแกรม RedGlow Laser ที่เดอะ พรีม่า คลินิก ใช้เทคโนโลยี RedTouch Pro เลเซอร์แสงสีแดงความยาวคลื่น 675 นาโนเมตร ซึ่งเป็นเลเซอร์ทางการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการฉายไฟ LED สีแดงบนผิว

ความยาวคลื่น 675 นาโนเมตรได้รับการออกแบบให้ทำงานกับคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ และมีงานวิจัยทั้งในระดับเซลล์ การตรวจชิ้นเนื้อ และการศึกษาในผู้รับการรักษาที่สนับสนุนบทบาทต่อกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนและการฟื้นฟูคุณภาพผิว

จุดเด่นของโปรแกรม RedGlow Laser

  • ใช้เลเซอร์แดง 675 นาโนเมตรโดยเฉพาะ
    สามารถกำหนดพลังงานและรูปแบบการส่งพลังงานได้ละเอียดกว่าเครื่อง LED สำหรับใช้ทั่วไป
  • เน้นการฟื้นฟูโดยไม่ทำให้เกิดแผลเปิดบนผิว
    เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลริ้วรอยตื้น ความเรียบเนียน ความแน่นของผิว รอยแดง รอยดำ หรือความไม่สม่ำเสมอของสีผิว โดยทั่วไปมีช่วงพักฟื้นน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าพลังงานและสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  • มีระบบทำความเย็นระหว่างปล่อยพลังงาน
    ช่วยลดการสะสมความร้อนบริเวณผิวชั้นบนและช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นระหว่างทำ
  • หมอช้อปประเมินและทำเองทุกเคส
    แพทย์เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหา เลือกพื้นที่รักษา และปรับค่าพลังงานให้เหมาะกับลักษณะผิว ไม่ใช้ค่าพลังงานเดียวกันกับทุกคน
  • วางแผนตามปัญหาผิวจริง ไม่ยึดติดกับเครื่องเพียงชนิดเดียว
    หากปัญหาอยู่คนละชั้นผิว หรือมีภาวะที่ต้องใช้การรักษารูปแบบอื่น แพทย์จะวางแผนให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องทำ RedGlow Laser กับทุกคน
  • ไม่มีเซลล์กดดันหรือยัดเยียดขายคอร์ส
    ผู้รับบริการสามารถพูดคุยกับแพทย์ ทำความเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด จำนวนครั้งโดยประมาณ และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ

สรุป: อย่าดูแค่ว่าเป็นแสงสีแดง ต้องดูว่าแสงนั้นส่งพลังงานอะไรให้ผิว

แสงสีแดงมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนประโยชน์ต่อการฟื้นฟูผิวและกระบวนการสร้างคอลลาเจน แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจาก “สีแดง” เพียงอย่างเดียว

เครื่อง LED สำหรับใช้ที่บ้านอาจเหมาะกับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เลเซอร์ทางการแพทย์ 675 นาโนเมตรสามารถส่งพลังงานอย่างแม่นยำและปรับค่าให้เหมาะกับปัญหาผิวแต่ละบุคคลได้มากกว่า

ก่อนตัดสินใจ ควรดูทั้งความยาวคลื่น ชนิดของเครื่อง พลังงานที่ใช้ หลักฐานทางวิชาการ มาตรฐานของอุปกรณ์ และประสบการณ์ของแพทย์ เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องดีเป็นเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือคนที่ประเมินและใช้เครื่องนั้นกับผิวของเรา

ผู้ที่สนใจโปรแกรม RedGlow Laser สามารถนัดหมายเพื่อให้หมอช้อปประเมินปัญหาผิวและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ที่เดอะ พรีม่า คลินิก

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ปัญหาผิว พลังงานที่ใช้ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล ควรรับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

Share on facebook
Share on Facebook
Share on twitter
Twitter

สาระความงามที่เกี่ยวข้อง

เอกสารอ้างอิง

  1. Avci P, Gupta A, Sadasivam M, et al. Low-level laser (light) therapy in skin: stimulating, healing, restoring. Seminars in Cutaneous Medicine and Surgery. 2013.
  2. Hamblin MR. Mechanisms and applications of the anti-inflammatory effects of photobiomodulation. AIMS Biophysics. 2017.
  3. Dompe C, Moncrieff L, Matys J, et al. Photobiomodulation—Underlying mechanism and clinical applications. Journal of Clinical Medicine. 2020.
  4. Wunsch A, Matuschka K. A controlled trial to determine the efficacy of red and near-infrared light treatment in patient satisfaction, reduction of fine lines, wrinkles, skin roughness and intradermal collagen density increase. Photomedicine and Laser Surgery. 2014.
  5. Couturaud V, et al. Reverse skin aging signs by red light photobiomodulation. Skin Research and Technology. 2023.
  6. Park SH, et al. Clinical study to evaluate the efficacy and safety of home-use LED and infrared phototherapy for skin rejuvenation. 2025.
  7. Nisticò SP, et al. A new 675 nm laser device in the treatment of facial aging: a prospective observational study. 2021.
  8. Cannarozzo G, et al. Histological skin changes after treatment with 675 nm laser. 2021.
  9. Magni G, et al. Laser emission at 675 nm: in vitro study evidence of a promising role in skin rejuvenation. 2023.
  10. Hernández-Bule ML, et al. Unlocking the power of light on the skin: a comprehensive review on photobiomodulation. 2024.
  11. U.S. Food and Drug Administration. Photobiomodulation Devices—Premarket Notification 510(k) Submissions: Guidance for Industry and FDA Staff.
  12. กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการขึ้นทะเบียนและการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์.
  13. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. ข้อมูลการใช้ LED Light Therapy ในงานผิวหนัง.
  14. DEKA Aesthetics. RedTouch PRO—675 nm medical laser technology. ข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิตอุปกรณ์